สินค้าที่เดินทางจากจีนมาไทยต้องผ่านการขนถ่ายหลายต่อ ทั้งทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ ระหว่างทางมีความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุระหว่างขนส่ง สินค้าตกหล่น หรือเรือเจอสภาพอากาศเลวร้าย ประกันภัยขนส่งสินค้า (Cargo Insurance) จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
Cargo Insurance คืออะไร
Cargo Insurance คือประกันภัยที่คุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าระหว่างการขนส่ง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ หากสินค้าเสียหายจากเหตุที่กรมธรรม์คุ้มครอง ผู้เอาประกันสามารถเคลมค่าชดเชยได้ตามมูลค่าที่ตกลงไว้
ประกันที่ผู้ขายทำให้ตามเงื่อนไข CIF คุ้มครองแค่ไหน
หากซื้อขายกันด้วยเงื่อนไข CIF (Cost, Insurance and Freight) ผู้ขายมีหน้าที่ทำประกันขั้นต่ำให้จนถึงท่าปลายทาง แต่สิ่งที่ควรรู้คือ
- ประกันขั้นต่ำตามเงื่อนไข CIF มักคุ้มครองความเสี่ยงหลักเท่านั้น เช่น เรืออับปางหรือไฟไหม้ ไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายทุกกรณี เช่น การกระแทกระหว่างขนถ่ายหรือเปียกน้ำจากความชื้น
- วงเงินคุ้มครองอาจคำนวณจากมูลค่าสินค้าตามใบกำกับเท่านั้น ไม่รวมค่าขนส่งหรือกำไรที่คาดหวัง
- ผู้ซื้อมักไม่มีสิทธิ์เลือกบริษัทประกันหรือเงื่อนไขกรมธรรม์เอง เนื่องจากผู้ขายเป็นผู้จัดทำให้
ดังนั้นแม้ซื้อขายด้วยเงื่อนไข CIF ก็ไม่ได้แปลว่าสินค้าได้รับความคุ้มครองเต็มรูปแบบเสมอไป
ทำไมบางครั้งควรทำประกันเพิ่มเอง
- สินค้ามูลค่าสูง: ความเสียหายแม้เพียงบางส่วนก็สร้างผลกระทบทางการเงินมาก
- สินค้าแตกง่ายหรือเสียหายง่าย: เช่น แก้ว เซรามิก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เสี่ยงเสียหายจากการกระแทกระหว่างขนถ่าย
- ซื้อขายด้วยเงื่อนไข FOB หรือ EXW: ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับความเสี่ยงเองตั้งแต่ต้นทาง ไม่มีประกันจากผู้ขายเลย
- ขนส่งในช่วงฤดูมรสุมหรือเส้นทางที่มีความเสี่ยงสภาพอากาศสูง
ประกันครอบคลุมอะไรบ้างโดยทั่วไป
เงื่อนไขความคุ้มครองแตกต่างกันตามกรมธรรม์และบริษัทประกัน แต่โดยทั่วไปแบ่งเป็นระดับความคุ้มครองกว้างๆ ดังนี้
- ความคุ้มครองแบบจำกัดเฉพาะความเสี่ยงหลัก: เช่น เรืออับปาง ไฟไหม้ หรือการชนกันของยานพาหนะขนส่ง
- ความคุ้มครองแบบครอบคลุมกว้างขึ้น: เพิ่มเติมความเสียหายจากการกระแทก เปียกน้ำ หรือการสูญหายบางส่วนระหว่างขนถ่าย
- ความคุ้มครองแบบ All Risks: คุ้มครองความเสียหายโดยอุบัติเหตุเกือบทุกกรณี ยกเว้นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์โดยเฉพาะ เช่น ความเสียหายจากบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม หรือความล่าช้า
ควรอ่านเงื่อนไขและข้อยกเว้นของกรมธรรม์ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ เพราะคำว่า “คุ้มครองทุกกรณี” ในแต่ละกรมธรรม์มีข้อยกเว้นที่ไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ควรเตรียมเมื่อต้องเคลมประกัน
- ถ่ายภาพสภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ทันทีที่พบความเสียหาย ก่อนเคลื่อนย้ายหรือเปิดกล่องเพิ่มเติม
- เก็บเอกสารการขนส่งทั้งหมด เช่น Invoice, Packing List และใบขนส่งสินค้า
- แจ้งความเสียหายต่อผู้ให้บริการขนส่งและบริษัทประกันภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์กำหนด
- ไม่ทิ้งบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่เสียหายจนกว่าการเคลมจะเสร็จสิ้น เพราะอาจต้องใช้ตรวจสอบ
สรุป
ประกันภัยขนส่งสินค้าช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างนำเข้าสินค้าจากจีน แต่ไม่ใช่ทุกเงื่อนไขการซื้อขายจะมีประกันคุ้มครองเต็มรูปแบบให้โดยอัตโนมัติ ควรตรวจสอบให้ชัดว่าใครเป็นผู้ทำประกัน คุ้มครองระดับไหน และพิจารณาทำเพิ่มเองหากสินค้ามีมูลค่าสูงหรือมีความเสี่ยงเสียหายง่าย หากไม่แน่ใจว่าควรทำประกันแบบไหนสำหรับสินค้าของคุณ ปรึกษาทีมงาน JPM Shipping เพื่อขอคำแนะนำได้
หมายเหตุ: เงื่อนไขความคุ้มครองและข้อยกเว้นแตกต่างกันตามกรมธรรม์และบริษัทประกันแต่ละแห่ง ควรอ่านรายละเอียดกรมธรรม์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ






